ศึกฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2025 นัดชิงชนะเลิศ เช้าวันที่ 14 กรกฎาคม กลายเป็นค่ำคืนอันสมบูรณ์แบบของเชลซี หลังโชว์ฟอร์มสุดโหดไล่ถล่ม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 3-0 คว้าแชมป์สโมสรโลกสมัยที่สองไปครองอย่างเหนือความคาดหมาย

โคล พาล์มเมอร์ กลายเป็นพระเอกของเกมนี้ หลังใช้เวลาเพียง 8 นาที กดสองประตูติดในนาทีที่ 22 กับ 30 ก่อนจะจ่ายให้ โจเอา เปโดร ซัดปิดท้ายในนาที 43 ส่งเชลซีนำขาด 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก และคุมสถานการณ์ไว้ได้จนจบเกม

เกมนี้ โค้ช เอ็นโซ มาเรสก้า วางแผนเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ปรับแท็คติกให้ เอ็ม. กุสโต ลงตัวจริงตั้งแต่ต้นเกม ก่อนปล่อยให้ พาล์มเมอร์ ใช้พื้นที่ทางขวาได้อย่างเต็มที่ ทำเอาแนวรับ PSG เสียกระบวนไปหมด และยิ่งไปกว่านั้น ช่วงท้ายเกม เปแอ็สเฌ ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง โจเอา เนเวส โดนใบแดง ทำให้โอกาสลุ้นประตูตีไข่แตกแทบเป็นศูนย์

หลังเกม โคล พาล์มเมอร์ ผู้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำแมตช์ เผยว่า

“รู้สึกดีมากครับ ยิ่งดีเข้าไปอีกเมื่อมีคนไม่เชื่อว่าเราจะชนะ ดีใจที่สู้แบบนี้ได้ ผมชอบเกมรอบชิงอยู่แล้ว ยิ่งชนะยิ่งมันส์ โค้ชวางแผนให้ผมมีพื้นที่เล่นอิสระ ผมก็แค่ต้องตอบแทนด้วยการยิงประตูให้ได้”

พาล์มเมอร์ยังเสริมอีกว่า

“โค้ชกำลังสร้างอะไรบางอย่างที่พิเศษ ผู้คนวิจารณ์เราตลอดทั้งซีซั่น แต่ผมว่าตอนนี้ทีมเรากำลังมาถูกทางแล้ว”

ทางด้าน โค้ช เอ็นโซ มาเรสก้า ก็กล่าวชื่นชมนักเตะสั้นๆ

“ผมแทบไม่ต้องพูดอะไรกับลูกทีมอีกแล้ว พวกเขาคู่ควรกับถ้วยใบนี้จริงๆ เชลซีชนะตั้งแต่ 10 นาทีแรก เรากดดันคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม พาล์มเมอร์เล่นดีมาก แต่คนอื่นๆ ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน”

ผู้เชี่ยวชาญต่างยกย่องให้เกมนี้เป็นหนึ่งในแมตช์ที่ดีที่สุดของเชลซียุค มาเรสก้า และยังถือเป็นครั้งแรกที่ PSG พ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศด้วยผลต่างมากกว่า 2 ประตู

แกเร็ธ เบล อดีตแข้งเรอัล มาดริด ยังให้ความเห็นว่า

“เชลซีส่งสัญญาณเตือนทีมในพรีเมียร์ลีกไว้ชัดเจน หลังจากเคยขึ้นไปอยู่จ่าฝูงในช่วงคริสต์มาส และตอนนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าศักยภาพทีมนี้ไม่ธรรมดา”

ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่ถ้วยแชมป์ แต่เหมือนเป็นการประกาศศักดาในเวทีใหญ่ระดับโลก ว่าเชลซีกำลังกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง







Post a Comment

أحدث أقدم